Ultrabook

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Ultrabook กันมาไม่มากก็น้อย แต่รู้หรือไม่ครับ ว่า Ultrabook มีคุณสมบัติที่โดดเด่น และแตกต่างจาก Notebook ยังไง ?..

Ultrabook ได้รับการคิดค้น วิจัย และพัฒนา โดยบริษัทอินเทล เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับคอมพิวเตอร์พกพาแห่งอนาคต โดยอินเทลได้กำหนดมาตรฐานไว้เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ ผลิตอัลตร้าบุ๊ก ออกมาภายใต้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน


มาตรฐานของ Ultrabook หรือ ultrabook® certified
  1. Ulra Sleek คือ ต้องมีความบางและเบา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพกไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก สบาย ความหนาไม่เกิน 18 มม. สำหรับจอ 11-13 นิ้ว และไม่เกิน 21 มม. สำหรับจอ  14 นิ้ว 
  2. Long Last Battery อัลตร้าบุ๊กต้องรองรับการใช้งานติดต่อกันมากกว่า 5 ชั่วโมง
  3. Responsiveness ออกจากสภาวะ Sleep Mode จนถึงแป้นพิมพ์พร้อมใช้งานตอบสนองได้ ต้องเร็วกว่า 7 วินาที
 มาตรฐานดังกล่าวจะต้องมีอยู่ในทุกรุ่นทุกแบรนด์เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติมอีก แต่จะมีในบางรุ่นเท่านั้น ซึ่งก่อนการเลือกซื้อควรตรวจเช็คให้ละเอียดว่า มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้หรือไม่


Ultrabook

คุณสมบัติที่แตกต่างและโดดเด่นเพิ่มเติม คือ
1 บาง เบา สวย โฉบเฉี่ยวสะดุดตา
2 เทคโนโลยีพิเศษซึ่งจะมีมากกว่า Notebook ทั่วไปทำให้ทำงานได้รวดเร็วและประหยัดพลังงาน
3 ระบบความปลอดภัย ขณะใช้งานอินเตอร์เน็ต และการปกป้องข้อมูลที่สำคัญเมื่ออุปกรณ์สูญหาย หรือถูกขโมย

บางเบา สวยงาม
  คุณสมบัติอย่างแรก ความบาง โฉบเฉี่ยว มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ
- บอดี้ใช้อลูมิเนียมในการผลิต ทำให้ Ultrabook มีน้ำหนักที่เบามากประมาณ 1.3 Kg.
- ทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีความหนาไม่เกิน 1 นิ้ว เพราะภายใน Ultrabook ใช้ SSD ในการเก็บข้อมูลและไม่มี
  ออฟติคอลไดร์ หรือเครื่องอ่าน DVD
- ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการออกแบบที่พิถีพิถันของแต่ละแบรนด์ จึงทำให้ Ultrabook มีความสวยงามที่แตกต่างจาก Notebook ทั่วไป


Intel Solid-State Drives

   เทคโนโลยีพิเศษ ซึ่งโดดเด่นกว่า Notebook มีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ
1 Intel® Smart Connect Technology คือเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอัตโนมัติ ตามจุดเชื่อมต่อต่างๆ อัพเดทข้อมูลข่าวสารและโซเชียลเน็ตเวิร์ก แม้อยู่ในสลีปโหมด ทำให้คุูณอัพเดทข่าวสารทางออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเพื่อรอโหลดข้อมูลอีกครั้ง.
2 Intel® Rapid Start Technology™ เทคโนโลยี ที่ทำให้สามารถเปิดเครื่องอัลตร้าบ๊คได้รวดเร็วและพร้อมทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลารอบูตเข้าระบบปฎิบัติการอีกต่อไป ซึ่งเทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานนี้ อาทิเช่น
- Intel Solid-State Drives ใช้ [SSD] แทนฮาร์ดิส การเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสทั่วไปมาก
- Intel Smart Response Technology การเข้าถึงไฟล์และแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานบ่อยๆได้อย่างรวดเร็ว เพราะอัลตร้าบุ๊คจะจดจำพฤติกรรมการใช้งานของคุณทุกครั้ง

 ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม
1 Identity Protection Technology เป็นเทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบใช้ครั้งเดียวของชิปเซ็ตอินเทล เนื่องจากในขณะที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต และเว็บไซด์ที่มีความสำคัญเช่น ธนาคารออนไลท์ บัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยังคงมีความเสียงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลโดยแฮ็กเกอร์ ระบบรหัสผ่านแบบครั้งเดียวที่กำหนดโดยชิปเซ็ตจึงจะมีความปลอดภัยมากกว่ากำหนดจากซอฟแวร์เพียงอย่างเดียว

สัญลักษณ์ของเว็บที่รองรับ
Identity Protection








 * การทำงานจะให้ผู้ใช้ใส่ Username Password ตามปกติ แล้วจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้ผู้ใช้ใส่รหัสผ่านเพื่อนยืนยันการใช้งานโดยรหัสจะถูกกำหนดจากชิบเซ็ตและจะถูกส่งไปให้เว็บใซด์ดังกล่าวเพื่อยืนยันอีกครั้ง ทำให้การท่องเว็บไซด์ของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น

Identity Protection Technology

  หมายเหตุ เว็บไซด์ดังกล่าวต้องรองรับการทำงานของระบบ Identity Protection ด้วยเช่นกัน

Intel Anti-Theft Technology
2 Intel® Anti Theft Technology ระบบป้องกันข้อมูล และล๊อคการใช้งานอัลตร้าบุ๊ค กรณีเครื่องสูญหาย สามารถสั่งงานได้ทั้งที่เครื่องอยู่ในสถานะ ออนไลท์ และออฟไลท์
 * การทำงาน เมื่อเครื่องสูญหาย ผู้ใช้ต้องล๊อคอินเข้าไปที่ Anti-Theft Security แล้วสั่งล๊อค Ultrabook ของคุณเอง หากเครื่องดังกล่าวออนไลท์อยู่ เครื่องจะถูกสั่งให้รีสตาร์ท แล้วล๊อคเครื่องอัตโนมัติ เมื่อมาที่หน้าบูตสกรีน จะมีข้อความแจ้งการล๊อค Ultrabook ให้ทราบ และต้องทำการใส่รหัสที่ถูกต้องจึงจะสามารถ ปลดล๊อคเพื่อใช้งาน Ultrabook ต่อไปได้ แต่ถ้าอัลตราบุ๊กอยู่ในสถานะ ออฟไลท์ ก็ยังสามารถสั่งล๊อคได้เช่นกัน โดยสามารถระบุวัน เวลา กรณีที่อัลตร้าบุ๊กไม่ได้เชื่อมต่อกับเว็บไซด์ Anti-Theft Security ตามเวลาที่เรากำหนด ( ดูตัวอย่างในรูปภาพ )


  ด้วยเทคโนโลยี Intel Anti Theft แม้จะมีการถอด Hard Drive เพื่อไปกู้ข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์ ขโมยจะไม่สามารถมองเห็นข้อมูล เพราะข้อมูลได้เข้ารหัสความปลอดภัยเอาไว้ ขโมยจึงไม่มีทางได้ข้อมูลที่สำคัญของเราแน่นอน

นี่คือคือคุณสมบัติที่ทำให้ Ultrabook มีความพิเศษมากกว่า Notebook และ Taplet ทั่วไป แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะว่า Ultrabook ยังมีคุณสมบัติที่พิเศษยิ่งกว่าอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถรองรับการใช้งาน Windows 8 ในที่จะออกมาในปลายปี 2012 นี้ด้วย ซึ่งอินเทลได้ออกแบบให้ Ultrabook สามารถทำงานร่วมกับวินโดว์ 8 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งแอบพลิเคชั่น อินเตอร์เฟช ระบบส่งงานที่รองรับทัชสกรีนเต็มรูปแบบ

เพราะฉะนั้น จากวันนี้เป็นต้นไปหากท่านจะมองหา คอมพิวเตอร์พกพาซักเครื่อง ลองหันมามองดูคุณสมบัติของ Ultrabook ซักนิดหนึ่ง แล้วท่านจะตื่นตาตื่นใจ ในความเพรียบพร้อมและประสิทธิภาพที่ดีเลิศ การใช้งานติดต่อกันยาวนาน และตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วน ตามสโลแกนที่อินเทลให้ไว้ว่า   

" Ultrabook™ บางเฉียบ ตอบสนองฉับไว ใช้งานต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น .. "

ที่มา http://retailedge.intel.com 
และ นิตยสาร Ultrabook ของอินเทล

เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า


แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะเป็นชนิด Lithium Ion (Li-on) ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สามารถชาร์จไฟได้ตลอดเวลา โดยไม่เกิดปัญหา Memory Effect

Memory Effect คือกรณีที่แบตเตอรี่ถูกใช้ไฟไม่หมดประจุแล้วมีการนำไปชาร์จไฟใหม่อยู่บ่อย ๆ ทำให้แบตเตอรี่ไม่สามารถจำค่าสูงสุดที่มันเคยเก็บไว้ได้ เป็นสาเหตุให้แบตเตอรี่ค่อย ๆ เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ปัญหา Memory Effect จะมีผลกระทบต่อแบตเตอรี่ชนิด Ni-Cad แต่สำหรับ Li-on และ Li-Polymer จะไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด

(โน้ตบุ๊คบางยี่ห้ออาจจะเลือกใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Polymer หรือตัวย่อ Li-Polymer ซึ่งมีคุณลักษณะใกล้เคียงกัน แต่น้ำหนักเบากว่า)

แบตเตอรี่แบบ Li-on และ Li-Polymer จะนับการชาร์จเป็นรอบ (Cycle) โดยจะแบ่งแรงดันออกเป็น 3 ระดับคือ
1C หมายถึง การชาร์จ ณ ระดับพลังงานแบตเตอรี่มากกว่า 65-70%
2C หมายถึง การชาร์จ ณ ระดับพลังงานแบตเตอรี่ 35-60%
3C หมายถึงการชาร์จ ณ ระดับพลังงานต่ำกว่า 30%

เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่ให้คุ้มค่า


 1.จะชาร์จเมื่อไหร่ ?

จากกราฟแกนแนวตั้งเป็นความจุ และแกนแนวนอนเป็นจำนวนรอบ (Cycle) ของการชาร์จ หากชาร์จแบตเตอรี่ที่ระดับ 3C จะสามารถชาร์จได้ประมาณ 300 รอบ (Cycle) ในขณะที่การชาร์จแบตเตอรี่ Li-on และ Li-Polymer ที่ระดับ 1C และ 2C จะสามารถชาร์จได้มากกว่า 400-500 รอบ (Cycle) ซึ่งสรุปได้ว่าการชาร์จที่ระดับ 1C จะทำให้พลังงานของแบตเตอรี่นั้นมีการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด ซึ่งหมายถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่มากขึ้นนั่นเอง

(ในความเป็นจริง การชาร์จในระดับ 2C ดูจะสมเหตุสมผลมากกว่าในระดับ 1C แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการชาร์จในระดับ 3C เพราะจะทำให้อายุการใช้งานการแบตเตอรี่ลดลงอย่างมาก)

คำแนะนำ: ควรชาร์จแบตเตอรี่ ณ ระดับพลังงาน ที่ 35-60 %


2. จะถอดหรือจะใส่แบตฯ อย่างไรดี ? 

มีคำแนะนำที่ว่า “หากจะไม่ได้มีการใช้โน้ตบุ๊คเป็นระยะเวลานานให้ทำการถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง” แต่ก่อนที่จะทำการถอดแบตเตอรี่ออกมาเก็บนั้นอยากจะให้ลองดูตารางด้านบนกันสักนิด

ตารางนี้แสดงถึงการสูญเสียพลังงงานของแบตเตอรี่ในระดับอุณหภูมิต่างๆกัน โดยจากตารางจะเห็นได้ว่าหากทำการเก็บแบตเตอรี่ที่อุณหภูมิปกติ (25 องศาเซลเซียส) แบตเตอรี่ที่มีความจุ 40% จะคลายประจุออกมา 4% หลังจากผ่านไป 1 ปี และยิ่งอุณหภูมิการเก็บสูงขึ้นอัตราการคลายประจุก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่แบตเตอรี่ที่มีความจุเต็ม 100% จะคลายประจุออกมาถึง 20% หลังจากผ่านไป 1 ปี และหากอุณหภูมิ การเก็บสูงขึ้นอัตราการคลายประจุก็จะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงสรุปได้ว่าหากต้องการถอดและเก็บแบตเตอรี่นั้นควรให้แบตเตอรี่มีความจุ 40% และควรเก็บในสถานที่ที่มีอากาศเย็น และไม่มีความชื้น (ตัวเลข 40% นี้เป็นค่าที่เหมาะสมที่สุดจากการทดลองในห้องแล็ป) ในทางกลับกัน กรณีที่มีการใช้งานโน้ตบุ๊ค การชาร์จแบตเตอรี่ทุกครั้งควรชาร์จให้เต็มความจุของแบตเตอรี่


3. ถ้าเสียบปลั๊กใช้งานควรจะใส่หรือจะถอดแบตฯ ดี ?

ภายในแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คนั้นจะมีวงจรไว้สำหรับควบคุมการชาร์จ โดยลักษณะของวงจรชาร์จแบตเตอรี่ที่พบในโน้ตบุ๊คจะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ แบบที่ 1 ทำการชาร์จตลอดเวลาแม้ระดับความจุของแบตเตอรี่จะสูงกว่า 90% วงจรแบบนี้จะพบได้ในโน้ตบุ๊ค รุ่นเก่าๆ ส่วนแบบที่ 2 วงจรชาร์จแบตเตอรี่จะทำงานเมื่อระดับความจุของแบตเตอรี่ต่ำกว่า 90-95% (แล้วแต่ยี่ห้อ) โดยโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นจะใช้วงจรแบบที่ 2 นี้ เกือบทั้งหมด

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากวงจรการชาร์จทั้ง 2 แบบ แล้วสรุปได้ว่า หาดโน้ตบุ๊คของคุณเป็นรุ่นที่ใช้แบบเตอรี่ที่มีวงจรการชาร์จแบบที่ 2 แล้ว การเสียบปลั๊กเล่นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถอดแบตออกและจะไม่มีผลกระทบใดๆต่อแบตเตอรี่เพราะวงจรการชาร์จของแบตเตอรี่ยังไม่ได้ทำงาน (ในกรณีที่แบตเตอรี่มีความจุมากกว่า 90-95%) แต่หากแบตเตอรี่มีความจุไม่ถึงระดับ 90-95% แนะนำให้ทำการใช้งานไปจนกว่าความจุของแบตเตอรี่จะลดลงถึงระดับ 2C หรือ 1C แล้วจึงค่อยเสียบปลั๊ก ในกรณีที่โน้ตบุ๊คของท่านเป็นรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ที่มีวงจรการชาร์จแบบที่ 1 (ไม่ตัดการทำงาน) ลองพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสียต่างๆ ดังต่อไปนี้


อย่างไรก็ตามด้วยคุณลักษณะของแบตเตอรี่แบบ Li-on นั้นจะมีการคลายประจุออกมาอยู่แล้วในอัตรา 10 % ต่อ 1 เดือน (ที่อุณหภูมิการใช้งาน) และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊คก็จะไม่เกิน 2-3 ปี แต่หากมีการใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสมก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น

ขอบคุณผู้เรียบเรียงข้อมูลต้นฉบับ (ไม่อาจระบุได้เนื่องจาก อยู่ในรูปของไฟล์ pdf )

Intel Socket 2011

INTEL SOCKET 2011

อินเทลได้ฤกษ์เปิดตัวซีพียูพร้อมกับชิปเซ็ตใหม่รุ่นล่าสุดที่จะมาสานต่อความ แรง ต่อจากซีพียู 6 คอร์จากตระกูล Gulftown บนซ็อกเก็ต LGA 1136 ชิปเซ็ต X58 โดยมาคราวนี้จะเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ต Intel X79 แทนพร้อมกับซ็อกเก็ต LGA 2011 เพื่อรองรับซีพียู Intel Sandy Bridge-E เจเนเรชั่นใหม่สำหรับซีพียูในแบบ 32 nm โดยที่รุ่นใหญ่สุดก็จะเป็น Core i7-3960X ความเร็ว 3.3GHz ซึ่งเป็นซีพียูในแบบ 6 คอร์พร้อมขนาดของ L3 Cache ที่สูงถึง 15MB

ส่วนอีกสองรุ่นที่จะตามออกมาด้วยก็คือ Core i7-3930K ที่มีความเร็ว 3.2GHz เป็น 6 คอร์เหมือนกันแต่จะต่างตรงที่รุ่นนี้มีขนาด L3 Cache แค่ 12MB เท่านั้น และรุ่นสุดท้ายก็คือ Core i7-3820 ความเร็ว 3.6GHz ดูจะมีความเร็วที่มากกว่าอีกสองรุ่นแต่ที่เป็นรุ่นล่างสุดก็เพราะเป็นเพียง รุ่นเดียวที่ยังเป็น 4 คอร์อยู่ ไม่ต่างจาก Core i7-2600K แต่จะต่างตรงที่ในรุ่นนี้มีขนาด L3 Cache ที่ 10MB

ทางด้านเทคโนโลยี เทอร์โบบูตก็จะอยู่ที่ระดับ 3.9GHz ทั้งสามรุ่น รวมไปถึงการใช้แรมในแบบ Quad Channel 1600MHz หรือแบบใส่ครบทั้ง 4 แถวนั่นเองเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะให้อัตราแบนด์วิธสูงสุดถึง 51.2GB/s เลยทีเดียว โดยถ้าเป็นในรุ่น Gulftown จะใช้เป็น Triple Channel หรือ 3 แถวเท่านั้น มีอัตราการใช้พลังงานที่ 130W เท่ากันทั้งสามรุ่น

สรุปคร่าวๆได้ว่า Socket 2011 กับ Sandy Bridge-E เป็นตัวเดียวกันนะครับ ซึ่งพัฒนาหรือต่อยอดมาจาก Sandy Bridge ซึ่งพัฒนาได้สุดยอดจริงๆ 6 Core ใส่ไฮเปอร์ไปเห็นเป็น 12 เทรด(i7-3930X,i7-3960X) ส่วนราคาไม่ต้องพูดถึงแพงสุดๆ เพราะเป็นตลาด Extrem เพราะเดิมๆLGA1366 ก็แรงตามราคาอยู่แล้ว
ส่วนMainboard ก็มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันแบบไม่เล็กน้อย เอาแรมมาใกล้ชิดกับซีพียูมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ซีพียูก็แอบได้เสียกับGraphic Card ตอนนี้ยังจะเป็นชู้กับ Ram อีก

เห็นว่าจะมีการจำหน่ายให้กับคนมีสตางค์ในปลายๆปีนี้ ส่วนคนมีสตางค์แต่น้อย ก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจเพราะปีหน้า อินเทลก็ออก Ivy Bridge มาให้เล่นกันอีก เท่าที่สืบทราบ Ivy Bridge ยังคงใช้Socket 1155 เดิม
แต่ Ivy bridge มองไม่เห็น Chip Set อันเดิมของ Sandy Bridge หากใครจะใช้ซีพียู Ivy Bridge ก็ต้องเปลี่ยนMB ตามซีพียู ถึงแม้จะเป็น Socket 1155 เหมือนกันแต่Chipset ไม่เห็นกัน

 แต่ข่าวบางสำนักก็แจ้งมาว่าคนเงินน้อยแต่ความสามารถไม่น้อย อาจจะFlash Bios ในน้องทราย ก็สามารถใช้กับน้องไอวีได้เช่นกัน

ปีหน้าเป็น มหากาพย์ไตรภาค ไม่แพ้หนังฟอร์มใหญ่จริงๆ ของอินเทล 775,1155( Sandy-Ivy ) and 2011
ข้อมูลผิดพลาดยังไง ก็ขออภัยด้วยนะครับ เทคโนโลยีใหม่ๆตามแทบไม่ทันจริงๆครับ.
ข้อมูลจาก http://www.gimyong.com/